บทคัดย่อ (ABSTRACT)

การประกอบสูตรอาหารเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในสัตว

บทคัดย่อ (ABSTRACT)
อาหารเป็นปัจจัยส?ำคัญอันดับหนึ่งในการเลี้ยง เนื่องจากส่งผลต่อการเจริญเติบโต คุณภาพซากและ ปริมาณเนื้อแดงปริมาณไขมันในซาก ประสิทธิภาพ การใช้อาหาร ประสิทธิภาพการสืบพันธุ์ การให้ผลผลิต และภูมิต้านทานโรค ซึ่งในปัจจุบันนี้การเกิดปัญหา การบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีผลต่อสุขภาพของคน ได้เป็น ปัญหาอย่างหนักและเกิดอาการหวาดกลัวต่อปัญหา ที่เกิดขึ้นมากต่อโซ่ห่วงของอาหารในผลิตภัณฑ์ อาทิ เช่น เกิดจากเชื้อโรคต่างๆ ที่สามารถติดต่อมาสู่คนได้ เช่น โรควัวบ้า โรคปากเท้าเปื่อย และแอนแทร็ค การจัดการทางด้านสุขภาพของสัตว์ยังไม่เหมะสมและ ถูกต้อง การเลือกวัตถุดิบและส่วนประกอบของอาหาร ตลอดจนสารอาหารต่างๆยังไม่เหมาะสมดีพอต่อความ ต้องการของสายพันธุ์ ปริมาณอาหารที่กินของสัตว์และ การจัดการที่ยังไม่ถูกต้อง อาหารและภูมิคุ้มกันโรค (Nutrition and Immunity) อาหารและคุณภาพอาหารจะมีผลต่อการสร้าง ภูมิคุ้มกันโรค จากการวิจัยของนักอาหารสัตว์หลายๆ ท่าน พบว่าสัตว์สามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ที่มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacteria) พาราสิต (Parasites) สารพิษ(Toxin compound) และไวรัส (viruses) ปัจจัยที่มีผลต่อการกดภูมิคุ้มกันโรค (Stressors) ในสัตว์ 1. คุณภาพของน?้ำที่ใช้เลี้ยงไม่ดี 2. คุณภาพของอาหารไม่ดี 3. ราและสารพิษจากเชื้อราจากอาหาร โรงเรือน อากาศและ 4. ความชื้นของอากาศในโรงเรือน (Humidity) 5. อุณหภูมิที่แปรปรวน (Temperature variation) 6. สัตว์กินอาหารลดลง (Poor feed intake) 7. มีฝุ่นในฟาร์มมาก (Dust) 8. มีแก๊สแอมโมเนียและไฮโดรเจนซัลไฟด์สูง (NH3 , H2 S) 9. พาราสิต (Parasites) 10. แบคทีเรียที่เป็นโทษ (Pathogenic bacteria) 11. ไวรัส (Viruses) 12. ระบบทางเดินอาหารเจริญเติบโตยังไม่เต็มที่ 13. การสร้างจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหารยัง เจริญเติบโตไม่เต็มที่ 14. การเกิดกัดกันและจิกตีกันในฝูง ปัญหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีผลต่อภูมิคุ้มกันโรค 1. การปลอมปนของปลาป่นจากเมลามีนขนไก่, เศษหนัง, นันโปรตีนไนโตรเจนท?ำให้โปรตีนสูงขึ้น มีเกลือสูง กลิ่นเหม็น ปนเปื้อนซามอนเนลลา ทางกรมปศุสัตว์ไม่เคยให้การดูแลในเรื่องนี้เลยปล่อย ให้เกษตรกรรับกรรมมานานแล้ว 2. การขายปลาป่นไม่เป็นไปตามมาตราฐาน ก?ำหนด บางรายจะขายโปรตีนรวมเหมาจ่าย ไม่ ขายเป็นเกรดปลาตาม พ.ร.บ. หนด ท?ำให้เกษตรกร รายย่อยเสียเปรียบมาก 3. กากถั่วเหลือง พ.ร.บ. มีเกรด คือ 42 โปรตีน เท่านั้น แต่ซื้อขายกันมีหลายเกรด ทั้งโปรตีนต?่ำ โปรตีนสูง ถั่วดีฮอล ถั่วเมล็ดนอกเมล็ดใน กากถั่วมา จากอินเดีย บราซิล อาร์เจนตินา อเมริกา มั่วไปหมด ผู้ขายก?ำหนดราคากันเอง และยังมีปัญหาปนเปื้อน เมลามีนอีกด้วย 4. ปัญหาถั่วอบหรือฟูลแฟทซอย เกิดปัญหา มากใน 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการเอาน?้ำมันจากแหล่งอื่น ไปอัดเข้าไปในกากถั่วเหลืองแล้วกลับมาขายเป็นถั่ว อบก็มี มีการปนเปื้อนด้วยเมลามีนแล้วเอาซังข้าวโพด บดละเอียดมาปนเข้าไปด้วย ตอนนี้ท่านอาจารย์ เยาวมาลย์ ค้าเจริญ ได้ท?ำน?้ำยาตรวจเช็คออกมาแล้ว นอกจากนี้ยังพบอีกว่ายังมีการหีบเอาน?้ำมันถั่วออก ไป 50-70% แล้วอัดน?้ำมันปาล์มเข้าไปแทนก็มี ดังนั้น กรมฯ ต้องช่วยกรุณาตรวจสอบให้เกษตรกรด้วย 5. แหล่งของผลิตภัณฑ์นมก็เช่นกัน ทุกอย่าง โฆษณาว่านมผง หรือหางนมผงทั้งนั้น เกษตรกร ถ้าไม่เข้าใจก็จะเสียเงินฟรีจ่ายแพงเพราะผลิตภัณฑ์ มาขายหลากหลาย พอเช็คเข้าจริงมีพบอยู่ระดับตั้งแต่ มีโปรตีนจากพืชทั้งนั้น แถมยังมีเกลือในระดับสูง อีกด้วยในเวย์ (สูงเกินกว่า 3%) เกษตรกรไม่รู้เรื่องนี้ พอใช้เกินกว่า 8% ท?ำให้ลูกสุกรท้องร่วงเพราะเกลือสูง เกินไป กรมควรจะดูแลเรื่องนี้ให้ละเอียดและรัดกุมยิ่ง ขึ้น เกษตรกรจะได้ไม่มีปัญหาเพราะราคาแพง แล้วยัง มีปัญหาโดยไม่รู้ตัวยิ่งกลับไปใช้ยารักษามากขึ้น 6. แหล่งของไดแคลเซียมฟอสเฟต (ดีซีพี) ก็เช่นกันไม่ได้มาตราฐานเลยเดี๋ยวขายเป็นโมโน แต่กลับเอาไดแคลเซียมมาให้บางครั้งมีฟลูโอไรด์สูง บางครั้งเช็คฟอสฟอรัสไม่ถึง บางครั้งถึงน?ำไปเลี้ยงหมู ใช้ไม่ได้ ขาอ่อนกีบแตก ควรท?ำมาตราฐานใหม่เพื่อ ตรวจสอบให้ชัดเจน ประเภทที่มาเป็นตู้ใหญ่ๆ เข้ามา แล้วบรรจุกระสอบเองขายนั้นแย่มากบางครั้งมีเศษหิน กรวด ขึ้นก ขนปนมาด้วย ทางฟาร์มพรประเสริฐเคยท?ำ เรื่องร้องเรียนมาแล้วก็หายเงียบไป ท?ำไมกรมไม่แก้ไข ในเรื่องนี้ให้พวกเราด้วย 7. ปัญหาของสารจับเชื้อราขายกันอย่างไม่ ถูกต้อง ท?ำให้เกษตรกรสับสน ทางกรมควรมีมาตราฐาน ก?ำกับให้ชัดเจน เพราะทุกฟาร์มต้องใช้กันถ้าไม่มีผลวิจัย และวิเคราะห์ยืนยันเป็นทางการ โดยผู้เชี่ยวชาญจาก ประเทศไทยแล้วควรลงมาดูแลให้ชัดเจนเพราะท?ำให้ เสียเงินเปล่า คือจับเชื้อราไม่ได้แล้วยังไปจับฟอสฟอรัส ในอาหารท?ำให้หมูขาเจ็บเข้าไปอีก ท?ำให้ต้องใช้ยาเพิ่ม ขึ้นด้วย ความต้องการของอาหารเมื่อสัตว์มีภูมิคุ้มกันต?่ำ 1. มีความต้องการกรดอมิโนสูงขึ้น โดยเฉพาะ เมทไธโอนิน ซีสติน และไลซีนในการน?ำไปสร้าง แอนตี้บอดีโปรตีน 2. มีความต้องการพลังงานสูงขึ้น เพราะพลังงาน ถูกใช้ในการท?ำให้ อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ท?ำให้ระดับ ของเมต้าโบลิซึม (rate of metabolism) ในร่างกาย สูงขึ้น 3. ความต้องการกรดไขมัน โดยเฉพาะโอเมก้า 3 (omega 3 fatty acid) สูงขึ้น เพื่อใช้ในการท?ำงานของ ภูมิคุ้มกันโรค และฟรอสต้าแกลนดิน (prostaglandins) ดังนั้นควรเสริมน?้ำมันจากปลา ซึ่ง + เป็นแหล่งของ กรดไขมันโอเมก้า 3 ประมาณ 6-8 % ในอาหาร 4. ในภาวะที่สัตว์มีภูมิคุ้มกันโรคต?่ำ กล้ามเนื้อ จะถูกท?ำลาย ดังนั้นการเสริมสารกันหืน (antioxidants) เช่น วิตามินอี ซี และซีรีเนียม จะช่วยท?ำให้ กล้ามเนื้อ ของสัตว์ไม่ถูกท?ำลายและท?ำให้สัตว์หายป่วยจาก โรคได้เร็วขึ้น 5. ค ว า ม ต ้ อ ง ก า ร ส า ร ค ว บ คุ ม จุ ลิ น ท รี ย ์ (antimicrobial substance) สูงขึ้น เพื่อใช้ในการ ควบคุมโรคภาวะที่ภูมิคุ้มกันโรคลดลง เช่น ยาปฏิชีวนะ (antibiotic) สังกะสี (zinc) ทองแดง (copper) และ พืชสมุนไพร (herbs) คุณภาพของวัตถุดิบและวัตถุที่เติมในอาหารต่อ การย่อยได้และการกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรค 1. วัตถุดิบบางชนิดมักจะมีเชื้อโรคติดมา เช่น ซาโมเนลลา อีโคไล และอื่นๆ ควร เลือกให้เหมาะสม 2. รู้จักเลือกวัตถุดิบให้เหมาะสมในการน?ำมา ประกอบสูตรอาหารต่อช่วงอายุต่าง 3. รู้จักเลือกกรดอะมิโนบางชนิดมาเสริมใน สูตรอาหารเพื่อรักษาระบบทางเดินอาหารของสุกรให้ แข็งแรงและสมบูรณ์ เช่น การเสริมกลูตามิน (glutamin) ในลูกสุกรหย่านมช่วงแรกๆ หรือเสริมน?้ำตาลในน?้ำเมื่อ เลี้ยงไก่เนื้อใน 3 วันแรก 4. รู้จักเลือกเสริมกรดอะมิโนอาร์จินีนในการ สร้างเนื้อเยื่อและกระตุ้นภูมิคุ้มกัน 5. รู้จักเลือกการเสริมกรดควบคุมอิเลคโตไลท์ ในระบบทางเดินอาหารให้เหมาะสม 6. รู้จักเลือกวัตถุพวกแป้งโดยท?ำให้สุกมาเสริม ในสุกรวัยอ่อนให้เหมาะสม 7. รู้จักเลือกเอมไซม์ที่เหมาะสมในการน?ำมา เสริมในอาหารต่อวัตถุดิบที่เลือก 8. รู้จักเลือกสารเสริมการย่อยได้จากสัตว์ (ไขวัว) เพื่อให้น?้ำย่อยย่อยไขมันได้ดีในสุกร เช่น การเสริม ไลโซฟอสฟอลิปิด(Lysophospholipid) 9. รู้จักเลือกโปรตีนที่มีคุณภาพจากสัตว์และพืช ที่ผ่านขบวนการแปรรูปมาเสริมทดแทนปลาป่นและ ผลิตภัณฑ์นมให้เหมาะสม 10. รู้จักเลือกวิธีการเสริมและคุณสมบัติของ โปรไบโอติก และสารพรีไบโอติกในอาหารสุกรเพื่อ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน 11. รู้จักการใช้สารกระตุ้นภูมิ เช่น สารสกัด จากยีสต์ เปปติโดไกลแคน หรือสารสกัดจากไข่ เช่น ทรานโอลิโกแซคคาร์ไรด์ มาเสริมให้เหมาะสม 12. รู้จักเสริมแร่ธาตุในรูปอินทรีย์ เช่น ทองแดง เหล็ก สังกะสี แมงกานีส และซิลิเนียมมาเสริมร่วมกับ วิตามินต่างๆ เช่น อี ซี และเอ ให้เหมาะสม ในการ กระตุ้นภูมิและปรับปรุงคุณภาพซากตลอดจนเพิ่ม มูลค่าเพิ่มให้เนื้อสุกร 13. การใช้สมุนไพรเสริมเพื่อทดแทนยาต้าน จุลชีพ และทดแทนสารปฏิชีวนะ มีทั้งในรูปสารสกัด เดี่ยวๆ และสารสกัดรวม 14. สารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ปัจจุบันนี้ได้มีการ คิดค้นสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคมากมาย เช่น สารสกัด จากไข่ ซึ่งได้จากแม่ไก่ที่สร้างภูมิคุ้มกันอีโคไล สารสกัด จากผนังเซลล์ของจุลินทรีย์ เช่น ผนังเซลของเชื้อยีสต์ใน นามของเปปติโดไกลแคน หรือพีจี (peptidoglycan) สามารถลดการเกิดท้องร่วงจากเชื้ออีโคไลได 15. เสริมสารจับเชื้อราในอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นทั้ง อนินทรียสาร เช่น สารซีโอไลท์ เบนโทไนท์ (bentonize) ซึ่งสกัดมาอยู่ในรูปสารอลูมิโนซิลิเคตพวกไฮเดรท โซเดียมแคลเซียมอลูมิโนซิลิเคต หรือเอชเอสซีเอเอส (Hydrated sodium calcium aluminosilicate, HSCAS) สารโซเดียมเบนโทไนต์ และเป็นทั้งพวก อินทรียสาร เช่น สารแมนแนนโอลิโกแซคคาร์ไรด์ (Manan oligosaccharide) ไคติน-ไคโตซาน และไคตินไคโตซานโอลิโกแซคคาร์ไรด์ ที่หมักด้วยโปรไบโอติก